*** แก้เกือบหมดเลย  ขอโทษที่ทำให้ลำบากครับผม ต้องมาอ่านทวนอีกรอบนะครับ ขอโทษจริงๆครับ
 
*** ของชี้แจ้งเรื่องกล้องที่ครีมนำมาด้วยนะครับ คือว่าที่ครีมพกกล้องมาด้วยมันเป็นความบังเอิญครับผม คือจากใบสมัครขั้นที่1 ผมได้เขียนว่าครีมจะใส่กล้องใว้ในกระเป๋าเสมอแล้วก็ใช้กระเป๋าใบนั้นใส่ของอย่างอื่นอีกครับเช่นสมุดบันทึกปากกาต่างๆ  เป็นกระเป๋าที่ใช้เป็นประจำเลยครับ จึงทำให้เอากล้องมาโดยไม่รู้ตัวครับ หยิบกระเป๋าได้ก็ออกจากบ้านมาเลย เลยทำให้กล้องติดมาด้วยครับ
 
ขอโทษที่ต้องทำให้วุ่นวายนะครับ แล้วก็ขออภัยที่ส่งล่าช้าด้วยครับ
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านและทุกท่านที่ตรวจแก้ครับ
น้อบรับความผิดทุกประการครับ
 
 
 
 

สมัครตัวละครนักเรียน ร.ร.ล.บ. ขั้นที่2 – สอบสัมภาษณ์


[ผู้ให้สัมภาษณ์ – ครูคมเดช, อารุจ, เมย์, พี่พุด]

 

วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม 2554 ช่วง 9.00 - 15.00 น.

 

เวลา 8 นาฬิกา 30 นาที

 

ล้อรถหยุดนิ่งลงที่หน้าป้ายรถแมล์ กระเป๋าส่งเสียงบอกเด็กน้อยให้ลงยังที่หมาย

 

เขาเหลือบตามองนาฬิกา ขณะนี้เป็นเวลา 8.30 น. สีหน้าเขามีความสุขอย่างเห็นได้ชัด

“ยอดเยี่ยม ไม่ผิดจากที่คำนวณเวลาเอาไว้”

 

ความดีใจที่เกิดการความสำเร็จที่มาตามแผนที่วางเอาไว้ เขาคำนวณระยะทางโดยประมาณถึงเส้นทางระหว่างบ้านมายังโรงเรียนว่าจะเสียเงินเพียง 20 บาท และ ถึงเวลา 8.30 ซึ่งสำเร็จสมใจ

 

“โอ้โหโรงเรียนใหญ่โตน่าดู วิ่งไปถึงตึกรับสมัครเลยดีไหมนะเรา”

เด็กหนุ่มเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง กวาดสายตามองไปโดยรอบ โรงเรียนที่ใหญ่โตนี้ มองต้นไม้ใบหญ้า มองนกมองฟ้า พร้อมเริ่มขบคิด แล้วยิ้มออกมาเล็กๆ

 

“เอ๊ะ!! นั้นคุณแม่นก กำลังไปหาอาหารให้คุณลูกนก สู้ๆนะครับ อย่าเพิ่งตายนะ คุณลูกรออาหารอยู่” เด็กน้อยพูดออกไปด้วยความใสซื่อ แต่ถ้าแม่นกเข้าใจภาษามนุษย์คงเขามาจิกตีเขาเป็นแน่กับคำอวยพรแปลกๆแบบนั้น เขาละสายตาจากนก ก็เจอเข้ากับลานวิ่งขนาดมาตรฐานทอดตัวยาวอยู่เบื้องหน้า นัยน์ตาเขาเป็นประกายแวววับ เกิดความสุขขึ้นภายในใจ

 

โรงเรียนน่าสนใจจังมีลู่วิ่งด้วย แต่ถ้าขืนมัวเดินเล่นอยู่แบบนี้ไม่ทันรับเอกสารกันพอดี วิ่งไปดีกว่าเรา 

 

ไม่ทันที่ความคิดเขาจะจบลงตัวเขาก็ออกวิ่งไปยังอาคารเบื้องหน้า

 

 

✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿

 

นี่มันอะไรกันเนี่ย” คำอุทานอย่างแปลกใจ ออกมาจากปากของอรุณสวัสดิ์ หลังจากที่ได้เปิดซองเอกสารที่ได้รับมา สิ่งที่ได้รับรู้มากับความจริงที่ได้สัมผัสมันช่างแตกต่างกันเหลือเกิน การสอบสัมภาษณ์ที่ตัวเขาต้องเป็นคนไปสัมภาษณ์ แทนที่จะเป็นฝ่ายถูกสัมภาษณ์

 

“ไม่เป็นไร ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยง่ายและนี้คงเป็นอีกหนึ่งบททดสอบของชีวิตเรา สู้เขานะครีม” เด็กน้อยพูดให้กำลังใจตัวเองหากเจอกับเรื่องที่คาดไม่ถึง เอกสารระบุใจความว่า ให้สัมภาษณ์ครู รุ่นพี่ และบุคลากรในโรงเรียน แต่จะไปหาทุกคนได้จากที่ไหนกัน

“เอ๊ะ! อะไรหล่นมาจากซอง” สิ่งที่ร่วงบนพื้นคือแผนที่ของโรงเรียน ทุกปัญหามีทางออกเสมอ ครีมเผลอยิ้มออกมาที่ได้เห็นว่ากุญแจไขปัญหาตกอยู่เบื้องหน้า เขาหยิบมันกางออกดู

 

จะไปที่ไหนก่อนดีนะ... อ้าไปที่นี้ดีกว่า 

 

✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿

 

เวลา 9 นาฬิกา 30 นาที


สนามหญ้าสีเขียว ลมผ่านมาเฉื่อยๆต้นไม้ใหญ่ทอดยาวเรียงตัวกันไปขนาบข้างสนามฟุตบอลและลู่วิ่ง ขยับตัวไปมาตามสายลมพัด ครีมเลือกมาที่นี่ก็เพราะใกล้ลู่วิ่งที่เขาชอบแต่ส่วนประกอบอีกอย่างหนึ่งก็ คือหญ้าเขียวสดพวกนี้ อาจจะทำให้เขาได้เจอกับกองทัพมด จะได้ถ่ายรูปพวกมันคู่กับลู่วิ่งซะเลย

 

เด็กน้อยเดินมองพื้นมองหญ้าไปเรื่อยเปื่อยจนดูเหมือนว่าเขาอาจจะลืมเรื่องการสอบไปแล้ว แม้บนพื้นหญ้าจะไม่มีมดแต่กลับมีผีเสื้อสีเหลืองนวลตัวน้อย กระพือปีกอยู่อย่างแผ่วเบา สิ่งที่เห็นทำให้เขาเอื้อมมือหยิบกล้องคู่ใจออกมาจากกระเป๋า ตั้งท่าจะถ่ายรูปเก็บไว้ แต่ผีเสื้อตัวน้อยบินออกไปซะแล้ว

 

ครีมวิ่งไล่ตามผีเสื้อไปมา แต่ไม่ได้ไกลจากสนามกีฬามากนัก ผีเสื้อหายไปแล้วแต่เม็ดเหงื่อเริ่มซึมออกมาความกระหายก็ถามหา  

ตรงไหนมีน้ำให้ดื่มบาง แล้วตอนนี้อยู่ตรงไหนของโรงเรียนก็ไม่รู้ ครีมเริ่มคิด

 

ระหว่างที่กำลังหาร้านค้าเพื่อซื้อน้ำ สายตาก็พานพบกับแผ่นหลังขนาดใหญ่เดินอยู่ด้านหน้า น้ำไม่เจอแต่เจอคน อาจจะเป็น ผู้ให้สัมภาษณ์ก็ได้แต่ถ้าไม่ใช่อย่างน้อยก็เป็นผู้ชี้ทางกลางทะเลทรายบอกจุดหมายสู่โอเอซิสก็ยังดี

 

“ขอโทษครับ” เด็กน้อยร้องเรียกชายล่ำสันคนนั้น เขาหยุดเดินหันมาตามเสียง ทำให้ตอนนี้เขาทั้งสองคนพบหน้ากันแล้ว ทั้งคู่ต่างพินิจกันและกัน

 

ชายคนนี้ร่างกำยำ คิ้วเข้ม ตาคม ผมดำ ผิวสีแทน ใบหน้าดูดุดัน น่าเกรงขาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้ครีมหวั่นกลัว ไม่ได้ใจกล้าสวมวิญญาณเสือมาจากไหน แต่บุคลิกแบบนี้เป็นสิ่งที่เขาคุ้นชิน คนตรงหน้าเขาในตอนนี้คล้ายพ่อของเขามาก ที่ภายนอกไม่อยากเข้าใกล้แต่จิตใจภายในนั้นน่าคบหา

 

หลายคนดูคนจากภายนอกนั้น ต่อหน้าม่ะจ่ะทิงจาลับหลังนินทาเข้าตำราปากหวานก้นเปรี้ยว เพราะฉะนั้นอย่าตัดสินคนจากภายนอกต้องลองสัมผัสดูก่อนถึงสามารถตัดสินได้ว่าคนนั้นดี หรือไม่ดี นี่คือหลักคำสอนในหลายคำสอนที่พ่อเคยสอนครีม และเขาก็ยังจำได้อยู่เสมอ

 

ขอโทษครับคุณลุง ร้านขายน้ำไปทางไหนครับ?” เด็กชายพยายามทำสีหน้าออดอ้อนในเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือแต่หารู้ไม่ว่า วิธีนี้ใช่ไม่ได้ผลกับบุคคลคนนี้หรอก

 

ผู้ฟังมองเจ้าของคำถามอย่างประเมิน

“ตรงนั้นมีตู้กดน้ำดื่มนะ” เขาตอบพร้อมชี้บอกทาง

 

โอ้คุณลุงคนนี้เป็นคนขี่อูฐกลางทะเลทรายจริงๆด้วย ครีมคิดหลังจากที่ได้เห็นตู้น้ำดื่ม

“ขอบคุณมากครับ” ครีมกล่าวขอบคุณ

 

ถึงเขาจะเห็นแหล่งน้ำแต่อีกใจก็กลัวจะเสียคนให้สัมภาษณ์ไป ครีมสองจิตสองใจอยากจะถามออกไปว่าคุณลุงเป็นใครเป็นบุคลากรของโรงเรียนหรือว่าเป็นคุณครูกันแน่

 

“อืม... ขอโทษนะครับ คือว่าคุณลุงเป็นบุคลากรด้านไหนของโรงเรียนนี้ครับ?” ชายคิ้วเข้มมองกลับมา ครีมจึงเริ่มรู้สึกเหมือนว่ากำลังทำไรผิดไปหรือเปล่า

 

เมื่อเห็นว่าผู้ใหญ่มองกลับมาแบบนี้แสดงว่าตัวเองอาจทำกิริยาเสียมารยาทออกไปโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า เขาจึงรีบแจ้งวัตถุประสงค์ของคำถามในทันที
“คือว่าผมจะได้ขอสัมภาษณ์นะครับ”

 

“ผมเป็นครูครับ” เขาตอบกลับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แม้ไม่ได้ดูใจดีแต่ก็ไม่ได้ดูดุดันจนทำให้เด็กชายเกิดความหวาดกลัว ใครจะรู้ภายใต้ใบหน้าที่สงบนิ่งนี้ อาจจะกำลังเริ่มต้นการประเมินอยู่ก็เป็นได้

 

เอาแล้วไงเจ้าครีมปล่อยไก่ตัวเบอเริ่ม จะไม่ให้เด็กเข้าใจผิดได้ไงก็ตัวโตยังกับตึก ใครเห็นเข้าเผลอนึกว่าเป็นบอดี้การ์ดก็ยังได้

“ขะ... ขอโทษครับคุณครู”

 

“ไม่เป็นไรครับ” ถึงจะไม่ได้ยิ้มออกมา แต่น้ำเสียงตอบรับคำขอโทษของเขาก็สื่อได้ว่าไม่เป็นไรจริงๆ

 

 “คุณครูครับ ผมขอสัมภาษณ์คุณครูได้ไหมครับ?”

 

เขามองกลับไปเหมือนจะเตือนถึงวัตถุประสงค์แรกที่ครีมเรียกถามเขา
“ได้สิ แต่เธอไม่หิวน้ำแล้วเหรอ?”

 

แย่เลยลืมไปซะสนิทว่ากำลังหิวน้ำอยู่แต่ก็อยากสัมภาษณ์ชวนไปสัมภาษณ์มันที่ตู้กดน้ำเลยก็แล้วกัน ครีมเริ่มคิดได้จากคำถามว่าตัวเองนั้นกำลังหิวน้ำอยู่ จึงเอ่ยปากขอความช่วยหรือจากคุณครูอีกครั้ง

“ครูครับพาผมไปทานน้ำหน่อยนะครับ”

 ...

 

“อ้า... ชื่นใจจังเลย” ครีมเปรยด้วยความพอใจที่ได้ดื่มน้ำเสียที ก่อนจะหันมาหาคุณครูผิวเข้มที่ตอนนี้ยืนเด่นอยู่ข้างตู้กดน้ำ

 

เมื่อความกระหายหมดไปก็สมควรเป็นเวลาที่จะได้เริ่มการสัมภาษณ์กันแล้ว ครีมหยิบสมุดบันทึกกับปากกาออกมาเตรียมพร้อม

 

และแล้วการสอบสัมภาษณ์ครั้งแรกของครีมในโรงเรียนแห่งนี้ ได้เริ่มต้นขึ้นกับคุณครูบุคลิกมาดเข้มเอ็มร้อยห้าสิบ ผู้ที่ไม่ยอมแสดงทางสีหน้าหรืออารมณ์ออกมาให้ใครเห็นง่ายๆ 

 

“ชื่อคมเดช นามสกุลตุลยาเดชานนท์ นะครับคุณครู” เด็กน้อยพูดทวนคำตอบที่ได้รับพร้อมจดลงสมุดบันทึก 

 

“คุณครูอายุเท่าไรแล้วครับ”

 

“45ปี” ครูคมเดชยังคงตอบคำถามของเด็กชายคนนี้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนเดิมในทุกคำถาม

แต่ครีมกลับรู้สึกถึงในทุกสัมผัสของคลื่นเสียงที่ได้รับมาคือความอบอุ่นจริงใจ ทำให้เขาหวนนึกถึงคำสอนที่ได้อ่านมา ที่กล่าวว่า แม้ไม่อาจสัมผัสได้ด้วยตา แต่ก็สามารถสัมผัสได้ด้วยใจ

 

“คุณครูสอนวิชาอะไรครับ?” ครีมถามต่อ

 

“สอนวิชาพลศึกษา” คุณครูหนุ่มใหญ่ยังไม่หลุดคอนเชปพูดน้อยแต่ได้ใจความ

 

ทันทีได้ฟังว่าครูคมเดชเป็นครูพละเด็กชายก็เกิดอาการดีใจถามต่อในทันที “วิชาพละมีวิ่งไหมครับ”

 

“มีสิครับ”

 

หน้าครีมเป็นประกายกับคำตอบที่ได้ “ผมชอบวิ่งมากเลยครับคุณครู”

 

ครูหนุ่มใหญ่เริ่มมองเด็กชายที่บอกว่าชอบการวิ่งอย่างสังเกตเพิ่มขึ้น

 

ครีมถามไปได้ยกใหญ่ก็ได้รู้ว่าครูคมเดชเคยเป็นครูบนดอยมาก่อน คุณครูให้ความร่วมมือในหลายคำถามของครีมที่เป็นคำถามพื้นฐานทั่วไป เช่น นับถือศาสนาอะไร ชอบท่านอะไร   โดยทุกคำตอบที่ได้นั้น ไม่ได้ตอบเพียงเพราะต้องทำไปตามหน้าที่ แต่ตอบออกมาด้วยความใส่ใจ ซึ้งครีมรู้สึกได้

บางทีคุณครูคมเดชอาจจะกำลังวิเคราะห์เราอยู่ก็ได้ แล้วยิ่งยืนกอดอกแบบนี้  แสดงว่ากำลังประเมินคู่สนทนาอย่างระมัดระวัง ตรงตามตำราที่เคยอ่านมาเลยนะเนี้ย บางทีอาจจะมีอะไรซ่อนอยู่ในสอบนี้ก็ได้ ครีมเริ่มคิดถึงความเป็นไปได้ในการสอบแบบแปลกๆนี้

แต่ถึงอย่างไรคุณครูท่านนี้ก็ยังพูดน้อยเหมือนเดิมตลอดการสนทนา ครีมคิดว่าคุณครูพูดน้อยแบบนี้เห็นที่ต้องผูกมิตรในแบบของเขาซะแล้ว ว่าแล้วครีมก็กระโดดเข้ามาใกล้คุณครูดมเดชพร้อมชูนิ้วก้อยส่งให้ แล้วพูดว่า
“ถ้าผมสอบผ่านแล้วผมจะมาวิ่งกับครูนะครับ ผมสัญญา”

 

ไม่มีคำตอบใดจากครูคมเดช สีหน้านิ่งเรียบไม่มีอาการยินดีแต่ก็ไม่ได้ยินร้ายกับกริยาท่าทางของเด็กชาย แม้จะไม่คำตอบใดกลับมาจากคุณครู แต่ครีมก็รู้สึกได้ว่าได้สัญญากันแล้ว

 

 “จะถามอะไรอีกหรือเปล่า?” ครูหนุ่มใหญ่ถามเด็กน้อย

 

“ไม่มีแล้วครับ ...แต่ว่า”

ครีมเอื้อมมือไปหยิบกล้องออกมาหวังจะเก็บรูปคุณครูร่างสูงไว้เป็นที่ระลึก

“ครูครับผมขอถ่ายรูปคุณครูได้ไหมครับ?”

 

“อย่าดีกว่านะ” คุณครูส่ายหน้าเล็กน้อยพร้อมตอบปฎิเสธ

 

ครีมรู้สึกผิดหวัง “ทำไมละครับ?”

 

“ครูไม่ชอบถ่ายรูปครับ”

 

เด็กชายไม่ละความพยายาม “แล้วครูชอบอะไรหรอกครับ?”

 

เขานึกเล็กน้อยก่อนจะตอบออกไป“ครูชอบทำสวน”

 

งั้นวันหลังผมจะไปช่วยครูทำสวนนะครับ” คมเดชไม่ได้ตอบรับคำเชิญชวนแบบพูดเองเออเองของครีมแต่ได้ไม่มีทีท่าปฏิเสธ เดาไม่ออกว่าคราวหน้าทั้งสองคนจะได้ทำสวนร่วมกันอย่างที่เด็กชายต้องการหรือเปล่า เพราะสีหน้าของครูคมเดชนิ่งเฉยจนไม่สามารถจับความรู้สึกภายในของเขาได้

 

เด็กชายพยายามลองขออีกทีเผื่อครูพละจะใจอ่อน “ผมถ่ายรูปคุณครูนะครับ?”

 

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ครูขอตัวนะ” ครูคมเดชตอบกลับพลางสบตามองตรงมาเพื่อให้เด็กชายได้รู้ว่าการปฏิเสธนี้จริงจังเพื่อเป็นการตัดบทไม่อย่างนั้นอาจต้องโดนถ่ายรูปเป็นแน่

 

“สวัสดีครับคุณครู” ดูเหมือนเด็กน้อยจะเข้าใจความนัยที่ส่งผ่านมาทางน้ำเสียงที่เข้มขึ้น จึงยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณที่คุณครูให้ความกรุณายินดีให้สัมภาษณ์ และความเครารพจากใจหลังจากที่ได้สัมภาษณ์คุณครูท่านนี้

คุณครูยังเดินออกไปได้ไม่ไกล ครีมจับกล้องขึ้นถ่ายรูปตามหลัง เขาคิดว่าไม่ได้รูปด้านหน้าได้รูปด้านหลังก็ยังดีไม่งั้นคงไม่มีรูปลงสมุดบันทึกกันพอดี

 

✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿

 

 เวลา 11 นาฬิกา 30 นาที


“อ้าว เดี๋ยวก่อนสิจะรีบไปไหนละครับนั้น” ผีเสื้อตัวเดิมตอนต้นเรื่องปรากฎตัวบินตัดหน้าครีมอีกครั้งเหมือนยั่วเย้าให้เด็กน้อยวิ่งไล่ตาม ผีเสื้อเปลี่ยนตำแหน่งบินไปมาเกาะลงบนพุ่มไม้ข้างต้นไม้ใหญ่ พอจะเข้าไปใกล้ก็ขยับบินหนี วิ่งไล่กันไปมาจนมาถึงสวนกลางของโรงเรียนโดยไม่ได้ตั้งใจเข้าแล้ว

ผีเสื้อบินเข้าไปในศาลากลางสวน อรุณสวัสดิ์ตั้งท่าจะถ่ายเก็บไว้ เล็งชัตเตอร์กดลั่น แสงแฟลชสาดใส่บุคคลผู้อยู่ในศาลาเข้าอย่างจัง

 

ครีม ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิด รีบวิ่งเข้าไปดูผู้รับเคราะห์ในทันที ภาพที่เห็นคือหนุ่มน้อยผมดำที่หัวยุ่งนิดกับทรงผมรองทรง กระพริบตาถี่ท่าทางมึนงง ผลจากแสงแฟลซที่โดนเข้าไปเต็มรัก

 

โฮ้ยยย... อะไรวะครับ เด็ก หนุ่มผู้ประสบภัยยังมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว เขาเหมือนจะได้ยินเสียงคนพูดกับเขา ม่านตาเริ่มปรับในเข้าสู่ปกติแล้ว เด็กชายเบื้องหน้าเป็นคนที่เขาไม่เคยรู้จัก

 

“เป็นอะไรรึเปล่าครับ?"

 

"โอ้ย ไม่เป็นไรๆ มึนนิดหน่อยเดี๊ยวก็หายแล้ว" เด็กหนุ่มหัวเราะทั้งๆที่หยีตาจากแสงแฟลชเมื่อครู่ โดยที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

 

เด็กน้อยมีสีหน้ากังวล “ไปโรงพยาบาลไหมครับ?”

 "เฮ่ย ไม่ต้องขนาดนั้นหรอก ไปห้องพยาบาลดีกว่ามั้งแค่นี้เอง" ดูเหมือนอาการเขาจะดีขึ้นตามลำดับเริ่มมองเห็นแล้วว่าคู่สนทนานั้นเด็กกว่า

 

“ครับ ดีใจจัง ผมไม่อยากเป็นต้นเหตุให้ใครต้องบาดเจ็บล้มตายไปนะครับ” ไม่ทันจะคู่กรณีจะหายดีก็แช่งให้เขา บาดเจ็บล้มตายซะอีกแล้วเจ้าเด็กคนนี้

 

“ป๊าดดดด แค่แฟลชเข้าตา มันไม่ถึงม่องเท่งหรอกครับน้อง ไกลหัวใจพี่ยังไม่ตายง่ายๆหรอกครับ” อารุจกลั้นขำอยู่ในใจ

 

หลังจากหายตกใจครีมก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออก

“คือว่าคุณเป็นนักเรียนโรงเรียนนี้หรือเปล่าครับ?”

 

“มันแน่นอนอยู่แล้ว”

 

“แสดงว่าพี่เป็นรุ่นพี่ใช่ไหมครับ?” ตากลมโตแสนบ้องแบ๊วมองตรงไป ชายหนุ่มพยักหน้ากลับไปให้เป็นคำตอบ ครีมดีใจที่ได้เจอคนที่จะสัมภาษณ์แล้ว นั้นไงภายใต้เรื่องร้ายมักจะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นเสมออย่างที่ครีมเคยอ่านถ้าเราคิดแต่สิ่งดีๆสิ่งดีๆก็จะโคจรมาหาเรา เองแบบนี้ไง รอยยื้มเล็กๆปรากฏขึ้นเพราะแนวปรัชญาชีวิตที่ได้นึกถึง เผลอเป็นไม่ได้เลยเด็กคนนี้

 

เด็กน้อยหยิบสมุดบันทึกออกมาแนบอกเตรียมพร้อมสัมภาษณ์พี่ชายคนนี้แล้ว

“พี่ ครับ ผมอนุญาตสัมภาษณ์พี่นะครับ ผมอรุณสวัสดิ์ครับ” การขอสัมภาษณ์และชิงแนะนำตัวเองแบบนี้จะมัดมือชกพี่เขาสินะ ไหนว่าเป็นพ่อแสนซนคนชื่อไง

 

“หืมม อรุณสวัสดิ์ครับ พี่ยินดีให้สัมภาษณ์ครับ” เด็กหนุ่มยินดีให้สัมภาษณ์จากใจจริงเรื่องสนุกแบบนี้จะพลาดได้ยังไง

“พี่ชื่อ-นามสกุลอะไรครับ?” เด็กน้อยครีมถามรุ่นพี่หนุ่ม

 

“พี่ชื่อ อารุจ  จิรารุจี”

 

“ชื่อเล่นล่ะครับ”

 

"รุจน่ะ แล้วน้องล่ะ?" อารุจถามกลับไปเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้แนะนำตัวกับเขาเลยถามมากันเสียนานสองนาน

 

เด็กน้อยคิ้วชนกันด้วยความสงสัยกับคำถามของรุ่นพี่แต่ก็ตอบกลับไปแบบเดิมที่เคยตอบ

“อรุณสวัสดิ์ครับ”

 

“น้องครับ ไม่ต้องสวัสดีกันบ่อยๆก็ได้”

 

เหมือนครีมจะเริ่มเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น “อ๋อ ผมชื่อนายอรุณสวัสดิ์ นามสกุลอมตกาล ชื่อเล่นชื่อครีมครับ”

 

"อ้าว ชื่อนี้คุ้มนะ ได้อรุณสวัสดิ์วันละหลายๆรอบเลย"

 

ทั้ง สองคนเหมือนจะรู้แล้วว่าเข้าใจผิดมาตั้งนานทั้งสองคนจึงหัวเราะออกมาพร้อมๆ กัน ครีมไม่แปลกใจเท่าไรเพราะหลายคนก็เข้าใจผิดแบบนี้ออกบ่อย แต่ครั้งนี้มัวแต่ดีใจที่ได้เจอคนสัมภาษณ์เลยมาทันระวังตัวพูดชื่อตัวเองออก ไปสั้นเกินไปแบบนั้น

 

“แล้วพี่รุจเรียนสายการเรียนอะไรครับ?”

 

“พี่เรียนศิลป์-ญี่ปุ่น”

 

ทันทีที่ได้ยินสายการเรียนของอารุจ ครีมก็เกิดคิดอะไรออกขึ้นมา

“ภาษาญี่ปุ่นผมก็พอจะพูดได้เป็นบางคำนะครับ”

 

“โห้รู้จักภาษาญี่ปุ่นซะด้วย แล้วคำว่าอะไรล่ะ?”

 

“เซมากูเตะ ครับพี่รุจ” ครีมที่ปกติแสนสุภาพแต่พอเล่นมุกก็เล่นได้อย่างไม่เคอะเขินคงเพราะเริ่มที่จะวางใจกับพี่ชายคนนี้แล้วละมั้ง

 

อารุจได้ยินน้องเล่นมุกมาแบบนี้มีหรือที่คนอารมณ์ดี ขี้เล่น เป็นกันเองแบบเขาจะไม่รับมุกมาเล่นด้วย

“อ้าวๆ สวยเลยแบบนี้ งั้นก็เซมากูต่อยเซมาบ่อยๆกูทั้งต่อยกูทั้งเตะ”

 

“แค่เตะผมก็กลัวแล้วละครับนี้เล่นมาทั้งหมัดทั้งเท้าเลยนะครับ” อุแหม่เจ้าพ่อตัวดีพอได้ยินพี่เขาเล่นกลับมาแบบนี้กลัวขึ้นมาเลยละสิ ทั้งสองหนุ่มพากันหัวเราะอย่างสนุกสนาน

กวนมาแบบนี้เห็นทีต้องกวนกลับอารุจเริ่มหาทางตอบกลับ "พี่พูดภาษาฝรั่งเศษได้นะ"

“โอ้ พี่รุจเก่งจังเลยครับ พูดได้ตั้งหลายภาษา” เด็กน้อยมองพี่ชายคนนี้ด้วยความชื่นชม

 

“บงชูร์ (Bonjour)” อารุจเริ่มเกมด้วยคำพื้นฐานง่ายๆ ที่เขาเคยรู้มาบางนิดหน่อย

 

“แปลว่าอะไรครับพี่รุจ” เด็กน้อยถามกลับ

 

“สวัสดีตอนเช้า ก็อรุณสวัสดิ์ไง เอาอีกคำนะ ลา มงต์ ดูวัวร์ อู บง ลา เบียง (La mont duvoir ou bon la bien)”

 

“โอ้โห ยาวจังเลยครับ ดูถ้าจะเป็นคำยากนะ ครับเนี่ย แต่ว่ามันแปลว่าอะไรเหรอครับ?”

เด็กหนุ่มยิ้มมุมปากนิดๆก่อนตอบ “ลามองดูวัวอยู่บนระเบียง”

 

“อืม นั้นมันเป็นคำแปลจริงๆใช่ไหมครับนั้น” เด็กน้อยถามกลับอย่างไม่ค่อยมั้นใจคำตอบที่ได้

 

“เฮ้ยอะไรกันน้อง ไม่เชื่อใจกันหรือไง” เด็กหนุ่มแอบกลั้นขำอยู่ข้างใน

 

“แหม่ก็มันดูไม่ค่อยน่าเชื่อเท่าไรนะครับ”

 

“อืม ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไรนะ แต่คำว่าเซมาคุเตะ มีความหมายนะน้อง มันแปลว่าแคบ” อารุจเริ่มอธิบายคำให้น้องฟังให้สมกับที่เป็นนักเรียนศิลป์-ญี่ปุ่น กับเขาซะหน่อย

 

“ผมก็เพิ่งรู้นะครับ ว่ามันมีความหมายด้วย นึกว่าเป็นแค่มุกตลก” ครีมประทับใจกับความรู้ใหม่ที่ได้จากพี่ชายคนนี้

 

 “เซมาคุเตะ แปลว่า แคบ ส่วน มงต์ ดูวัวร์ อู บง ลา เบียง แปลว่า ลามองดูวัวอยู่บนระเบียง ใช่ไหมครับ” เด็กน้อยทบทวนความรู้ที่ได้รับจากพี่ชายคนใหม่

อารุจยิ้มอยู่ในใจ “อื้ออ ใช่แล้วๆ”

 

สายตาของครีมเหลือบไปเห็นวัตถุสีฟ้าอ่อนนอนนิ่งเป็นมันวาวอยู่ข้างตัวของอารุจ จึงเกิดความสงสัย และสนใจเพราะว่ามันเป็นของที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน จะถามดีหรือไม่ถามดีนะความคิดของเขาตีกันด้วยความสับสน

 

“อืม... ขอโทษนะครับพี่รุจ”

 

“หืมม์”

 

“คือว่าผมของดูอันนั้น... ของพี่หน่อยได้ไหมครับ” เด็กน้อยพูดพร้อมชี้ไปข้างตัวของหนุ่มรุจ

 

อารุจหันมองตาม “อ๋อ PSP”

“PSP?... มันคืออะไรเหรอครับ?” เด็กน้อยแสดงอาการฉงนคำตอบที่ได้รับ อะไรกันคือพีเอสพี มันเป็นเครื่องฟังเพลงประเภทหนึ่งหรือเปล่านะ เหมือนกับเครื่องเล่นเอ็มพีสามของพี่ชายเขาหรือเปล่านะ

 

“อืม... PSPก็คือเครื่องเล่นเกมแบบพกพาไง” อารุจอธิบายให้น้องชายที่ไม่รู้จักเครื่องเล่นเกม มองดูแล้วคงจะเข้าใจได้มากขึ้นหากได้ลองใช้งานด้วยตัวเอง เขาจึงเรียกให้ครีมให้เข้ามาใกล้ๆ เพื่อจะได้เห็นว่าเจ้าของสิ่งนี้มันใช้งานยังไง

 

เด็กหนุ่มมองดูน้องชายตัวน้อยฝึกใช้งานเครื่องเล่นเกมได้ครู่ใหญ่จึงเอ่ยถาม "เป็นไง สนุกไหมล่ะ?"

 

“ก็พอจะเข้าใจมากขึ้นครับ” ครีมตอบรับกลับไป และเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้

 

“อ้า พี่ครับ ผมต้องไปสัมภาษณ์ต่อแล้วละครับ”

 

“อื้ออ โชคดีนะน้อง” เด็กหนุ่มอวยพรน้องใหม่

 

“ขอบคุณครับพี่ ถ้าสอบเข้าได้ผมจะมาคุยกับพี่อีกนะครับ”


✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿ 

 

เวลา 12 นาฬิกา 30 นาที


จ๊อกๆ เสียงท้องร้องเพราะความหิว เลยเที่ยงมาเยอะพอควรยังไม่มีอะไรตกถึงท้องน้อยของเด็กครีมซักนิด สมควรแล้วที่มันจะฟ้องออกมาด้วยเสียงแบบนี้ จากแผนที่ทางนี้ต้องเป็นทางไปโรงอาหารอย่างแน่นอน ครีมรีบเดินให้เร็วขึ้นจะได้ถึงที่หมายทันใจ

 

ความคิดเร็วกว่าร่างกาย ครีมสะดุดขาตนเองหกล้ม เสียงดังโครมล้มคว่ำเสียหลักถลาลงคำนับพื้นดิน

 

“อ๊ะ!” เสียงตกใจของเด็กสาวหน้าใสที่ชายน้อยครีมล้มลงตรงหน้าของเธอพอดิบพอดี 

 

เบื้องหน้าของครีมตอนนี้คือเด็กผู้หญิงผิวสวยหน้าใสที่บังเอิญเดินผ่านมาในจังหวะที่เขาล้มพอดี

 

"นี่เป็นอะไรมากไหม?" หลังจากที่หายตกใจเธอเอ่ยถามเด็กชายที่มาหกล้มหกลุกอยู่หน้าเธอ

 

ครีมพยุงตัวเองขึ้นมา  ปัดฝุ่นที่ติดตามตัวแล้วมองตามเสียงที่ได้ยิน พบเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เขามองดูแล้วคิดว่าเด็กผู้หญิงคนนี้อาจจะเป็นรุ่นพี่ของเขาก็ได้ ถ้าใช้ก็ถือว่ายังมีความโชคดีในความโชคร้ายอยู่เหมือนกัน

 

“ไม่เป็นไรครับ" เขาตอบกลับคำถามของเธอ

 

"อืม ดีแล้วที่ได้เป็นอะไรมากนะ"

 

"ขอโทษนะครับ คือว่าคุณเป็นรุ่นพี่หรือเปล่าครับ” ครีมถามเด็กหญิงที่ได้พึ่งได้พบ

 

"อื้อ ใช่แล้วล่ะ"เธอรับคำ

 

“ดีจังเจอรุ่นพี่อีกคนแล้ว สวัสดีครับผม อรุณสวัสดิ์ครับ” นั้นไงลืมเติมคำนำหน้าแถมเว้นคำแบบนี้คงได้เข้าใจกันผิดพอดี

 

“อรุณสวัสดิ์อะไรกันนี้มันเที่ยงกว่าแล้วนะ” สาวน้อยทัก

 

“โอ้ ขอโทษครับ ผมชื่อนายอรุณสวัสดิ์ นามสกุล อมตกาล ชื่อเล่นชื่อครีมครับ เป็นผู้สมัครเข้าโรงเรียนครับ”

 

“อ๋อ พี่ชื่ออลิสา มานะวานิช ชื่อเล่นชื่อเมย์น่ะ” เธอแนะนำตัวกับเขาด้วยท่าทางที่เป็นกันเอง

 

ครีมดูแล้วพี่สาวคนนี้ไม่น่ากลัวเท่าไรน่าลองขอสัมภาษณ์ดูซักหน่อย
“พี่ครับผมขออนุญาตสัมภาษณ์พี่ได้ไหมครับ?”

“ได้สิ”

“อืม... พี่เมย์เรียนสายวิชาอะไรเหรอครับ?” 

“พี่เรียนวิทย์-คณิต”

 

เด็กหนุ่มรู้สึกว่าตนเองโชคดีที่ได้เจอรุ่นพี่ในสายเรียนเดียวกัน
“ผมก็สมัครวิทย์-คณิตครับ ผมชอบการคำนวณที่สุดเลย”

 

“อืมพี่ก็ชอบคำนวณนะ”

 

"โอ้ยยย แสบ" การล้มเมื่อครู่ทำให้เกิดแผลซะแล้ว เด็กหนุ่มมีแผลถลอกที่หัวเข่าแม้จะไม่เข้าลึกแต่ก็ทำให้แสบได้ไม่น้อย ทำให้เขาร้องอุทานออกมาเบาๆโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็ดังพอที่เด็กสาวจะได้ยิน

 

“นี่ ไปห้องพยาบาลมั้ย” เด็กหญิงมองเห็นอาการแสบแผลของเด็กชายกล่าวแนะนำด้วยความหวังดี

 

“ไม่เป็นไรครับ แผลแค่นี้รักษาเองได้สบายมากครับ” ครั้นจะร้องโวยวายก็ใช่เรื่องล้มเองเจ็บขืนร้องลั่นต่อพี่สาวคนสวยก็เป็นอันจบกันเสียฟอร์มหมดกันพอดี เด็กน้อยจึงตอบกลับไป ด้วยใบหน้าหน้ายิ้มแย้ม

 

"เดี๋ยว อย่าขยี้สิ!" เด็กหนุ่มกำลังจะเอามือไปโดนที่หัวเข่าเข้าโดนบังเอิญ จนเมย์ต้องร้องห้าม

 

“เอ๋ ผมเปล่าจะมือไปขยี้นะครับ”ครีมรีบตอบแก้ตัว

 

 “เหรอ เห็นเหมือนจะเอามือไปโดน”

 

 “งั้นผมขอทำแผลแป๊บเดียวนะครับ” ครีมขอเวลาจากพี่สาวคนสวย

 

“พี่ว่า ไปไปห้องพยาบาลดีมั้ย ทำแผลเองไม่กลัวอักเสบหรือไง”

 

“ไม่เป็นไรครับผมพกพลาสเตอร์มาด้วยครับ ติดเอาไว้ก่อนสัมภาษณ์เสร็จแล้วค่อยไปทำแผลก็ได้ครับ” ครีมส่งยิ้มให้เด็กผู้หญิงน่ารักข้างหน้า

 

“อื้อ ตามใจนะ” เมย์รับคำ

 

ครีมหยิบพลาสเตอร์ยาขึ้นมาฉีกแล้วติดลงไปที่แผล เมย์เหลือบเห็นพลาสเตอร์ยาของครีมแล้วสงสัยว่าเด็กผู้ชายมีของแบบนี้ติดตัวด้วยเหรอ

เหมือนครีมสังเกตเห็นว่าพี่สาวคนสวยอาจจะสนใจพลาสเตอร์
“มันซิลิโคนเจลแบบสร้างเนื้อเยื้อครับ ช่วยสมานแผลได้เร็วขึ้นกว่าปกติครับ”

 

“อืม พี่รู้ว่ามันเป็นอะไรนะ” เมย์รู้ว่าพลาสเตอร์ยานี้มีสรรพคุณอะไรไม่น้อยไปกว่าครีมเลยแต่สิ่งที่อยากรู้คือเด็กผู้ชายที่ไหนเขาพกอะไรแบบนี้กัน

 

“พลาสเตอร์ซิลิโคนเจลน้องชื้อที่ไหนหรอ?”

 

 “คือว่าเป็นของที่ร้านแม่ผมน่ะครับ”

 

“ที่บ้านเป็นร้านขายยาหรอก”

 

“เปล่าครับ ร้านหมายถึงคลีนิกผิวหนังของคุณแม่อะครับ” แม่ของครีมเป็นแพทย์ผิวหนังที่เชียวชาญดูแลผิวของคนไข้แล้วก็ลามมาดูแลผิว ของลูกชาย แค่ชื่อของครีมบอกเท่านี้ก็คงรู้แล้วว่าใครเป็นคนตั้ง

 

ครีมหยิบนามบัตรคลีนิกของแม่ให้อลิสา เพราะก่อนออกมาจากบ้านแม่ของเขาบอกย้ำเอาไว้ว่าไปสอบเข้าโรงเรียนใหม่คราวนี้ให้พาสาวน้อยน่ารักๆมาฝากแม่ด้วย ถ้าเป็นเด็กทั่วไปก็คงรู้ความหมายนี้แล้ว แต่สำหรับอรุณสวัสดิ์นั้นกับตีความออกอ่าวไทยว่าให้พาลูกค้ากลับบ้านด้วย

 

“นี้นามบัตรแม่ผมครับ ถ้าพี่เมย์สนใจก็แวะไปใช้บริการได้ครับ”

 

อลิสายิ้มสดใสดูสนใจอยู่ในที “ได้สิ ว่าแต่เอาไปใช้เป็นส่วนลดได้มั้ยเนี่ย

 

“ตอนมาโรงเรียนแม่บอกให้พาสาวๆกลับไปด้วยครับ แสดงว่าบริการพิเศษกว่าใครแน่นอนครับ” ครีมคิดว่าแม่เขาให้พาลูกค้าสาวๆกลับไปที่คลีนิก

 

ครีมกำลังติดพลาสเตอร์ แต่รอให้แผลแห้งไม่ไหวกลัวว่าจะทำให้พี่เมย์เสียเวลา วันนี้เขาขอขัดคำสอนของคุณแม่หน่อยก็กัน นายครีมจึงตั้งท่าสูดลมเตรียมพร้อมจะเป่าที่แผลให้แห้งเร็วขึ้น

อลิสาเห็นท่าไม่ดีร้องเตือนเสียงหลง “ อ้าว จะทำอะไรน่ะ หยุดเลยๆ อย่าเป่านะ”

“คะ...ครับ”

“เป็นลูกหมอจริงหรือเปล่าเนี่ย” เพราะว่าแผลไม่ว่าจะลึกหรือตื้นก็ห้ามเป่าเพราะในปากและน้ำลายของเราเป็นที่อยู่ อาศัยของแบคทีเรียหลายชนิด ซึ่งบางชนิดเป็นจุลชีพก่อโรค เมย์รู้ข้อห้ามนี้เป็นอย่างดีเพราะเป็นหนึ่งในหลายบทของตำราการดูแลผิวพรรณที่เธอได้อ่านมา

 

“แหม ผมกับแม่คนละคนกันนะครับ” ครีมตอบแก้เขิน พี่เมย์คนนี้บุคลิกหลายอย่างเหมือนแม่ของเขาซะจริง

 

“พี่เมย์เหมือนแม่ผมมากเลยครับ” 

 

เด็กสาวยกคิ้วสงสัย “ทำไมละ?”

 

ครีมกลืนน้ำลายก่อนตอบ "ก็เรื่องความสะอาดไงครับ"

 

"เธอก็ต้องรู้ไว้นะว่าความสะอาดกับผู้หญิงนะเป็นของคู่กัน"เมย์เริ่มอธิบายราวกูรูด้านการขจัดคราบสกปรก

 

"ครับ" เด็กน้อยพยักหน้ารับ

 

“ผมละไม่อยากให้พี่เมย์เจอคุณแม่เลยครับ”

 

“อ้าว ทำไมละ?”

 

ครีมยิ้มตอบกลับไป “กลัวว่าจะเข้าขากันนะสิครับ ผมกลัว”

 

"เข้าขาเรื่องอะไร แล้วน่ากลัวตรงไหน?" อลิสาจองกลับรอคำตอบท่าไม่เข้าหูเข้าตาอาจมีสิทธิ์โดนไม่ใช่น้อย

 

เด็กชายกลืนน้ำลายก่อนตอบ "เข้าขาคุยกันเรื่องความสวยความงามไงครับ"


 

หญิงสาวหันกลับจองมองยังครีมหมายต้องการคำตอบพี่น่าพอใจ"แล้วที่น่ากลัวละ"

 

ครีมคิดนี้ยังไม่ลืมข้อหลังอีกเหรอเนี่ย "ก็กลัวว่าจะคุยกันไม่ได้พักผ่อนนะสิครับผมเป็นห่วง"

 

"ให้มันจริงเถอะ ดูไม่น่าไว้ใจนะเรา"

 

สัมภาษณ์กันไปพอสมควรแก่เวลา เด็กหนุ่มยกกล้องขึ้นอีกครั้งเตรียมบันทึกภาพความทรงจำระหว่างเขาและพี่สาวผู้สดใสคนนี้

 

“ผมขอถ่ายรูปพี่นะครับ”

 

“ได้สิ แต่ว่าเปลี่ยนเรื่องเหรอ พี่ยังไม่ลืมนะ” เด็กสาวตอบรับคำขอ พร้อมเหวี่ยงน้องเล็กน้อยแบบพอประมาณ พี่สาวน้องชายถ่ายรูปด้วยกัน ครีมได้ภาพความประทับใจกลับมาอีกหนึ่งรูป ก่อนจะลาพี่สาวคนดีครีมหยิบแผงยาวิตามินยืนให้

 

“ทานนี้สิครับ วิตามินตัวนี้ของคุณแม่ดีมากครับ”

 

สาวน้อยมองดูแผงยา “วิตามินอะไร”

 

“วิตามินเซรั่ม (Vitamin Serum) ครับ มีส่วนประกอบของ Coenzyme Q10 วิตามิน B5 และวิตามินซีเข้มข้น เพิ่มความกระจ่างใสให้ผิวหน้า” เป็นวิตามินที่แม่ของเขาเตรียมไว้ให้ครีมทานประจำแต่หลังจากที่คุยกับพี่เมย์แล้วเขาคิดว่า มันน่าจะเหมาะกับสาวสวยใสรักสุขภาพแบบพี่สาวคนนี้มากกว่า

 

“อืม... ขอบคุณแล้วจะลองดูนะ” เธอขอบคุณและรับแผงยา

 

"ขอบคุณพี่เมย์ที่ให้สัมภาษณ์ครับ"

 

"ไม่เป็นไร พยายามเข้านะ" เมย์ให้กำลังใจน้อง

“ขอบคุณครับ” ครีมกล่าวขอบคุณกำลังใจจากพี่สาวก่อนทั้งคู่จะแยกกันไป

 

วันนี้เขาก็มีรูปสาวน้อยไปให้คุณแม่ สมใจ พี่สาวที่ทั้งดีและน่ารักแบบนี้ถ้าได้เป็นรุ่นพี่จริงๆก็ดีสินะ แต่ครีมเธอลืมถามชั้นปีของพี่เขามาแล้วจะไปรู้ได้ยังไงว่าเขาอยู่ชั้นปีไหน ไม่เป็นไรจะได้มีเรื่องคุยกับพี่เขาอีก

 

✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿

 

เวลา 13 นาฬิกา 30 นาที


กินอิ่มหนังตาก็เริ่มตกเจ้าครีมเริ่มง่วงหาว ใจคิดอยากหาที่นอนซักตื่นสองตื่น แต่ไม่ได้ภาระหน้าที่ยังมีให้สะสาง เหลืออีกคนหนึ่งแล้วก็ต้องเป็นบุคลากรเสียด้วยจะหาได้จากไหนกันละเนี่ยเรา ครีมเริ่มบ่นกับตัวเอง

 

แชะๆ เสียงกดชัตเตอร์เป็นระยะส่งสำเนียงไพเราะน่าฟังใครกันนะคือคนที่เป็นคน บังคับเจ้ากล้องตัวนี้ ฝีมือไม่ธรรมดาอยากจะเข้าไปสนทนาขอวิชาท่านซะเหลือเกิน ได้ยินดังนั้นเด็กน้อยก็เดินตามหาต้นเสียง

 

ภาพที่เห็นคือชายหนุ่มวัยฉกรรจ์แต่งกายภูมิฐานผมตั้งชี้ ย้อมสีผมทำไฮไลท์โฉบเฉี่ยวไฉไล ถือกล้องตัวใหญ่ถ่ายภาพ แตกต่างจากตากล้องที่เขาเคยพบมา คุณครูหรือบุคลากรไม่ถามก็ไม่รู้ไม่ดูก็ไม่เห็น

 

“ขอโทษครับ”

 

ช่างภาพหนุ่มหยุดการทำงานหันมอง “ครับ”

 

“คือว่าพี่เป็นคุณครูหรือว่าบุคลากรครับ”

 

ชายหนุ่มเดินเขามาไกล้เด็กน้อย “ผมเป็นช่างภาพของโรงเรียนครับ”

 

เมื่อเป็นบุคลากรก็เท่ากับแจ็คพอตแตก สบายแล้วเจ้าครีมไม่ต้องหาให้เหนื่อย แถมบวกโบนัสเจอตากล้องของโรงเรียนเข้าให้แล้ว

 

“ดีจัง งั้นผมขอสัมภาษณ์พี่นะครับ”

 

ชายหนุ่มตอบกลับอย่างเต็มใจ“ได้ครับ”

 

ทั้ง สองคนแนะนำตัวกันไปมา พี่ชายช่างกล้องหนุ่มนี้มีชื่อว่า นายปพนสรรค์ นามสกุลนารยวงศ์ ชื่อเล่นพุด เป็นช่างถ่ายภาพของโรงเรียน ที่ไม่ธรรมดาพ่วงดีกรีเจ้าของร้านอีกตำแหน่ง

 

“ที่อเมริกา มีแต่คนถ่ายรูปเก่งๆใช่ไหมครับ?” ครีมถามเมื่อทราบว่าช่างพุดจบถ่ายภาพจากต่างประเทศ

 

คุณพุดมองหน้าครีมแล้วยิ้ม “ไม่ทั้งหมดครับ ถ้าเป็นเรื่องของถ่ายภาพบุคคลก็ยกให้ที่นิวยอร์ค”

 

“แต่ถ้าเป็นภาพถ่ายโฆษณาประเทศไทยก็ติดอันดับโลกครับ” พุดยกตัวอย่างให้เด็กชายครีมได้รู้ว่าแต่ละที่มีดีแตกต่างกันไปตามความถนัด

 

ครีมเริ่มอยากแสดงความคิดเห็น “เหมือนที่เราแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่ก็สามารถอยู่กันได้อย่างสันติสุข ใช่ไหมครับ” แต่ความคิดเชิงปรัญญาแปลกๆแบบนี้เก็บเอาไว้ก็ได้นะครีม พี่พุดเขาจะตกใจเอาได้ ไม่ได้ดูจังหวะจะโคนอะไรกับเขาเลยเด็กคนนี้

 

“พี่พุดครับ”

 

“ครับ”

 

“ถ้าผมอยากให้พี่สอนเทคนิคให้ผมได้ไหมครับ?” ครีมถามหากลเม็ดเด็ดพรายจากหนุ่มพุด

 

นายช่างปพนสรรค์พยักหน้ารับ “ได้อยู่แล้วครับ”

 

“ผมมีผลงานให้พี่ดูด้วยนะครับ” ครีมหยิบกล้องคู่ใจออกมากดแสดงภาพอวดฝีมือกับพี่ชาย

 

“อันนี้ผมถ่ายตอนไปเที่ยวที่ระยองครับ ผลไม้รสล้ำ อุตสาหกรรมก้าวหน้า น้ำปลารสเด็ด เกาะเสม็ดสวยหรู สุนทรภู่กวีเอก” ครีมตัวน้อยจะท่องคำขวัญบอกพี่เขาไปทำไมกัน แถมยังทำแบ๊วไม่รู้เรื่องอีกไม่รู้หรือไงว่ามันดูตลกแต่คุณพุดก็ยังคงรับได้ แสดงว่านี้คงไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับเขา ดูเหมือนเขาคงเจออะไรแบบนี้มาเยอะเหมือนกัน

 

นายช่างสร้างเสริมกำลังใจให้กับเด็กน้อย “ถ่ายออกมาใช้ได้เหมือนกันนะครับ”

 

“ขอบคุณครับ ถ้าอย่างงั้นดูรูปชุดนี้ด้วยสิครับผมเพิ่งถ่ายวันนี้เอง” ครีมกดรูปถ่ายพี่ชายพี่สาวคุณครูให้พี่ชายพุดชม   

 

พี่พุดมองว่าเด็กชายคนนี้จะมีอะไรมาโชว์ให้เขาดูอีก เด็กครีมตัวน้อยหยิบกล้องของเขาขึ้นมากดแสดงภาพที่เพิ่งถ่ายได้เมื่อกี้ เป็นรูปของอารุจตาหยีที่มีผีเสื้อสีเหลืองเกาะอยู่บนจมูก

 

“รูปนี้เป็นธรรมชาติดีจังผมชอบมากเลย” เจ้าตัวคนถ่ายก็เพิ่งได้เห็นภาพนี้พร้อมกับพี่พุด เตากล้องครีมที่ชอบรูปถ่ายทีเผลอแบบนี้ เห็นผลงานของตัวเองออกมาเป็นแบบนี้จึงร่าเริงใหญ่โต

 

“รูปพี่รุจครับ ผมจะถ่ายผีเสื้อแต่ผีเสื้อรักพี่รุจเลยไปเกาะที่จมูกพอดีกับตอนที่ผมกดพอดีเลยครับ” เด็กน้อยยิ้มร่าเริง

 

มือก็กดเปลี่ยนรูป “รูปครูนี้รูปคุณครูคมเดชครับ ผมไปโมเมสัญญาว่าจะไปวิ่งด้วยกันกับคุณครูครับ เสียดายครูเขาไม่ยอมให้ถ่ายผมเลยได้มาแต่รูปด้านหลังแบบนี้ละครับ”

 

“รูปนี้เป็นรูปพี่เมย์ครับ พี่เขาเป็นคนสวยเหมือนแม่ผมมากเลย” ครีมกดรูปไปก็บรรยายไปอย่างสนุกสนานกับประสบการณ์ที่ได้พบให้วันนี้

 

จนมาถึงรูปล่าสุด “อันนี้รูปพี่พุดครับ”

 

“ถ่ายผมด้วยหรอกครับ” นายช่างปพนสรรค์ยิ้มรับระคนแปลกใจ

 

ชายหนุ่มหันมองเด็กน้อย “ถ่ายรูปคนที่สัมภาษณ์ ไว้หมดเลยนะครับ”

 

“ครับผม ผมชอบบันทึกเรื่องราวด้วยภาพครับ” ครีมคิดสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ ร้อยคำบรรยายก็สู้ภาพเพียงหนึ่งภาพไม่ได้

 

“ถ่ายรูปคนในโรงเรียนแบบนี้จะมาแย่งงานพี่เหรอครับ” พุดแกล้งพูดแซวครีม

 

“ไม่หรอกครับ ผมยังต้องฝึกอีกเยอะครับ” ครีมรีบปฎิเสธเป็นพัลวัน

 

“มาสอบสัมภาษณ์ทำไมถึงเอากล้องมาด้วยละครับ?” ช่างกล้องหนุ่มถามด้วยความสงสัย

 

“อ๋อ คือว่ามันบังเอิญติดกระเป๋ามาพอดีอะครับ” เด็กน้อยรีบตอบชี้แจ้ง

 

“ครับตากล้องมักจะติดกล้องเผลอพาไปไหนต่อไหนด้วยเป็นประจำครับ” นายช่างกล่าวเสริม

 

“ถ้าตอนจะล้างรูปผมขอแวะไปที่ร้านพี่นะครับ”ครีมเตรียมตัวเป็นลูกค้าของพี่พุด

 

“ได้ครับ ยินดีพร้อมให้บริการครับ” เจ้าของร้านหนุ่มกล่าวตอนรับว่าที่ลูกค้าคนใหม่

 

“ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับพี่พุด”

 

“ไม่เป็นไรครับพี่ยินดีครับ”

 

“งั้นผมขอตัวไปส่งข้อมูลทั้งหมดก่อนนะครับ เดี๋ยวจะไม่ทันส่งครับ”

 

“สวัสดีครับพี่พุด” ครีมยกมือไหว้ขอบคุณ

 

“สวัสดีครับ” นายช่างรับไหว้ครีม 

 

“ขอบคุณที่ให้สัมภาษณ์ครับ สวัสดีครับ” ครีมกล่าวขอบคุณอีกครั้งปิดท้ายการสัมภาษณ์

 

✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿✿

  

เวลา 15 นาฬิกา

จบวันเสียทีนึกว่าจะไม่รอดแล้วเราเตรียมตัวกลับบ้านดีกว่า แต่ก่อนกลับขอถ่ายรูปโรงเรียนเก็บไว้ก่อนไม่รู้ว่าจะได้มาอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไม่ต้องสนว่าทำได้หรือเปล่า แต่ให้สนใจว่าเราได้ทำเต็มแล้วหรือยัง อย่างน้อยครีมก็ได้ลองทำอย่างเต็มที่แล้วในวันนี้